Bloody night PART1,,* Chapter 3
posted on 03 Feb 2012 00:49 by nomadsalvatore in BloodyNightBloody night PART1,,* Chapter 3
.
.
.
Kacha,,*
ผมเดินตัวปลิวออกมาจากคอนโคในตอนหัวค่ำ.. ไม่อยากจะเชื่อ!!
แวมไพร์ตัวซีดพอได้รับข่าวจากน้องสาวที่แสนน่ากลัวคนนั้น แล้วทั้งสองคนก็หายไปด้วยกันทันที ส่วนไอ้เฟรมก็ไม่มีทีท่าจะกลับมาที่คอนโดอีกเลย
หัวค่ำวันนี้ผมเดินมาตามเส้นทางสายเดิมที่เคยเดินมันอยู่ทุกวัน เส้นทางสั้นๆที่จะมุ่งสู่ที่ทำงานของผม แต่วันนี้มุมมองของผมมันแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ถ้าเป็นเมื่อวาน ผมคงก้มหน้าก้มตาเดินมันไปเรื่อยๆ ไม่ได้สนใจหรอกฮะ ว่าจะเดินสวนกับใคร หรือผ่านตรอกซอกซอยอะไร แต่วันนี้ผมแทบจะมองหน้าคนที่เดินใกล้กันหรือสวนกันเกือบทุกคนที่ผ่านสายตาของผม มองเข้าไปในตรอกซอกซอยแทบทุกรูที่เดินผ่าน
ปฏิเสธไม่ได้หรอกฮะ ว่าผมเริ่มหวาดระแวงคนรอบข้าง อย่างรุนแรง !!
ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ คนที่ดูเหมือนธรรมด๊าธรรมดาที่เดินสวนกันอยู่อย่างนี้ อาจจะไม่ใช่คนธรรมด๊าธรรมดาอย่างที่เราคิดก็ได้..
ตอนนี้ความเชื่อร้อยแปดที่ผมเคยปักใจเชื่อ ได้มลายหายไปเป็นเถ้าถ่านตั้งแต่ได้เจอกับไอ้แวมไพร์ตัวโตคนนั้นแล้ว ผมไม่รู้จะเชื่ออะไรอีกต่อไปแล้ว.. นอกจากตัวของผมเองเป็นดีที่สุด
คืนวันเสาร์ คนก็ยังเยอะเหมือนปกติ วันนี้ผมมาเร็วกว่าเวลา ไม่รู้ทำไมเหมือนกันฮะ แต่ผมไม่ค่อยอยากอยู่ในคอนโดนั่นสักเท่าไหร่ ยิ่งพอเหลือผมคนเดียว ก็ยิ่งโหวงแหวงเข้าไปใหญ่.. ผมไม่เคยเจอปัญหานี้มาก่อนเลยในชีวิต ตั้งแต่เกิดมา ผมรักการอยู่คนเดียวยิ่งกว่าอะไรดี.. แต่มาวันนี้..
โอ้โห.. แค่ได้ยินเสียงของหล่น ผมก็สะดุ้งสุดตัวแล้วล่ะฮะ = ="
ผมเดินเข้ามาหลังร้าน แล้วเจอพี่ไทด์เป็นคนแรก พี่ไทด์มาก่อนใครตลอดทุกวันอยู่แล้วล่ะฮะ ขยันทำงานสุดๆ
"พี่ไทด์ ผมเจอเฟรมแล้วนะฮะ" ผมบอกพี่ไทด์พลางเก็บของเข้าล็อกเกอร์ประจำของผม
"จริงอ่ะ มันหายหัวไปไหนของมันมา ปล่อยให้คนอื่นเป็นห่วงแทบแย่"
พี่ไทด์เองก็คงเป็นห่วงเฟรมมากเหมือนกัน ผมรู้สึกได้จากน้ำเสียงของพี่ไทด์
แล้วไอ้ตัวปัญหาที่ทำเอาร้านเราวุ่นวายไปพักใหญ่ก็วิ่งเข้ามากอดพี่ไทด์อย่างแรง หอมแก้มไปหลายฟอด พี่ไทด์แทบจะล้มลงไปกองกับพื้นเลยทีเดียว
"คิดถึงจังเลยครับ พี่ไทด์" เฟรมทำปากหวานใส่พี่ไทด์
ผมหัวเราะเบาๆ ถ้าหากไม่ได้ผ่านเรื่องราววุ่นวายมาตลอดทั้งคืน ผมคงสนุกไปกับภาพตรงหน้ามากกว่านี้ ถ้าจะพูดให้ชัดเจน ต้องบอกว่า ผมคงจะสนุกกับชีวิตมากๆ ถ้าไอ้เฟรมมันไม่ลากเรื่องซวยๆเข้ามาในชีวิตของผมเสียก่อน!!
นี่ก็ยังไม่ได้จัดการคิดบัญชีกับไอ้เฟรมเลย ผมคงต้องหาจังหวะเหมาะแก้แค้นน้องมันสักสองสามดอกให้หายโมโห ก็มันน่าไหมล่ะฮะ..
"โหย เจ้าเฟรม รู้ไหมว่าร้านเราเกิดปัญหาใหญ่เลยนะนี่ แกหายไปแบบนี้ไม่ได้แล้วนะเฟรม"พี่ไทด์ดันเจ้าเฟรมออกห่าง แล้วตักเตือนด้วยสีหน้าที่ดูเกือบจะใกล้เคียงกับคำว่าจริงจัง..
"ผมขอโทษครับพี่ไทด์ อย่าไล่ผมออกนะ นะ นะ" เฟรมทำท่าลูกอ้อนเต็มที่เลย ณ จุดนี้
"เออๆ ไม่ไล่ออก แต่ห้ามขาดงานอีกโดยไม่บอกล่วงหน้าอีก เข้าใจ๊?"
"คร๊าบผม รับทราบครับ!!"เฟรมตอบด้วยน้ำเสียงแข็งขันขึ้นมาทันใด พี่ไทด์ส่ายหัวแล้วสั่งงาน
"ไปเลยๆ ไปเตรียมอุปกรณ์ วันนี้เจ้านัทจะเข้าร้านด้วย"
ผมหยุดชะงักเล็กน้อย เท่าที่ผมจำได้ วันนี้ไม่มีคิวร้องเพลงของพี่นัทนี่นา
"พี่ไทด์ฮะ วันนี้พี่นัทเข้าร้านเหรอ ผมจำได้ว่าไม่ใช่คิวพี่นัทนี่"
"นั่นดิพี่ไทด์" เฟรมก็คิดเหมือนผม
"อ๋อ เจ้านัทของเปลี่ยนกับนักร้องอีกคน เห็นว่าเดือนหน้าจะขอพักยาว ก็เลยมาทำงานเต็มที่เดือนนี้"
"หมายความว่า จะมาบ่อยเหรอพี่ไทด์" เฟรมถาม ส่ายตาจดจ่ออยู่ที่กีต้าร์ตัวโปรด ที่มันเสพติดมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่
"เปล่าๆ มาทุกวันต่างหาก"
ผมมองหน้าพี่ไทด์แบบไม่ค่อยอยากเชื่อ คนเราจะมาทำงานเสริมทุกคืน ตลอดทั้งเดือน.. โดยไม่หยุดเลยเนี่ยนะ.. ไม่คิดจะพักผ่อนบ้างเลยรึไง พิลึกแฮะ..
"เฟรม แม่คนนั้นเป็นไงมั่ง"
ผมถามเพราะพี่ไทด์เดินเลี่ยงออกไปหน้าร้านแล้ว ส่วนหลังร้านเหลือแค่ผมกับไอ้เฟรมสองคนเท่านั้น
"ไม่รู้ดิพี่ คงนั่งงงอยู่ที่ป้ายรถเมล์ล่ะมั้ง"เฟรมมันตอบหน้าตาเฉยอีกแล้วฮะ..
"ไอ้เฟรม คนนะไม่ใช่ตุ๊กตา จะจับวางที่ไหนก็ได้"
"เฮ้ยพี่ ก็ผมไปเจอเขาที่ป้านรถเมล์ ก็พาไปส่งที่เดิมไง"
ผมยกมือขึ้นปั่นหัวแรงๆ เพลียมากฮะ!! = ="
ดนตรีสดเริ่มบรรเลงตอนเกือบสามทุ่มเป็นรอบแรก ที่บาร์นี้จะเล่นดนตรีสดเยอะกว่าผับอื่นๆฮะ เพราะพวกเราเห็นตรงกันว่า ถ้าจะมานั่งดริ้งแบบชิลล์ๆ ดนตรีสดดูจะเหมาะกว่า ได้อารมณ์มากกว่าอีกโข
"ว๊อดก้า มาร์ตินี่"
ผมเงยหน้าขึ้นมามองคนสั่ง เพราะเป็นเสียงผู้หญิง.. แปลกหน้า..
ผมเธอยาวมากเลยฮะ ผมยาวถูกปล่อยลงมาหมด หน้าเธอคมมาก ส่วนเสียงก็พูดชัดถ้อยชัดคำ แตกต่างจากผู้หญิงทั่วๆไปที่มาที่นี่.. ไม่อกหัก รักครุด ก็ถูกทิ้ง.. ไม่เชื่อผมเหรอฮะ.. ก็ลองดูแล้วกัน ร้อยทั้งร้อยที่มาตามบาร์ ถึงจะมาด้วยโอกาสอื่นๆเช่นการจบการศึกษา อย่างน้อยหนึ่งในสี่ก็ต้องมานั่งร้องไห้เพราะเพลงมันโดนใจ ไม่เชื่อก็ลองนับดูกันนะฮะ..
แต่ผู้หญิงคนนี้ดูร่าเริง ยิ้มไม่มาก แต่ก็เรียกสายตาของหนุ่มๆรอบๆได้ไม่น้อยเลยฮะ
"สักครู่นะฮะ"
ผมจัดการผสมเครื่องดื่มอย่างรวดเร็ว ตอนนี้บนเวทีพี่นัทกำลังร้องเพลงอยู่ ส่วนไอ้เฟรมก็แฮปปี้มันล่ะฮะ ได้ทำงานที่มันชอบมันรัก
"รวมบิลให้พ่อนักร้องคนนั้นนะจ๊ะ"
แล้วเธอก็เดินหายไปในฝูงชน.. ผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้รู้จักกับพี่นัทอย่างนั้นเหรอ แล้วทำไมผมถึงไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลยนะ..
ช่างมันเหอะ ผมไม่สนใจเรื่องคนอื่นอยู่แล้ว ก็แน่ล่ะฮะ.. เรื่องของตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลย บ๊าเอ๊ย..
ดนตรีสดหมดรอบแรก ผู้คนในบาร์ปรบมือกันเกรียวกราว ไอ้เฟรมยังคงจดจ่อกับคอร์ดกีต้าร์ต่อไป ส่วนพี่นัทเดินมาที่บาร์เหมือนเคย คงมาเมาท์มอยด์กับผมตามปกติล่ะฮะ
"เป็นไงคชา เมื่อคืนหลับสบายมั้ย"
ช่างเป็นคำถามที่สะกิดความทรงจำของผมเสียจริงเชียว.. บ้าเอ๊ย.. ผมกะจะลืมๆมันเสียให้หมด แต่ก็โดนขุดขึ้นมาอีกจนได้
"เอ่อ.. สบายดีฮะ พี่นัทล่ะฮะ"
"อืม ก็เรื่อยๆ เหมือนเดิม พี่นอนไม่ค่อยหลับ"
"ผมว่าพี่ลองไปปรึกษาหมอดีมั้ย เรื่องนอนไม่หลับเนี่ย"
"โหย ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกมั้ง"พี่นัทยิ้มให้ผม ผมก็เลยยิ้มแห้งๆตอบกลับไปเบาเบาตามมารยาท
"พี่นัท โรคนอนไม่หลับมันไม่ดีต่อสุขภาพนะฮะ"
"คชาเป็นห่วงพี่เหรอ"
ผมแอบรู้สึกประหลาดกับคำพูดของพี่นัทเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกไป
"ก็เพื่อนร่วมงานกันนี่ฮะ ขาดร้องนำไป วงดนตรีจะเล่นยังไง เดี๋ยวก็เหมือนเมื่อวานอีก ขาดมือกีต้าร์ ทำเอาวุ่นวายทั้งวง"
"เออ จริงสิ เฟรมหายไปไหนตั้งสามวัน คชาพอจะรู้ป่ะครับ"
"ไม่ทราบสิฮะ ผมก็ไม่ได้ถาม"
ผมโกหกพี่นัทไปโดยไม่ต้องคิดเลย.. นี่ผมกำลังบ่มเพาะเรื่องแย่ๆเข้ามาในนิสัยของผมตั้งแต่เมื่อไหร่กัน..
"เหรอ พี่คิดว่าเราสนิทกับเฟรมซะอีก"
"สนิทฮะ แต่เรื่องนี้คงส่วนตัวมาก น้องมันไม่ได้บอกอะไรผมไว้"
ผมก็ไม่ได้โกหกอะไรมากมาย ไอ้เฟรมมันก็ไม่ได้บอกผมนี่ฮะ ว่าหายไปไหนมาตั้งสามวัน.. ผมไม่ได้โกหกซะหน่อย
"อืม คชาชงเครื่องดื่มให้พี่ดีกว่า พี่อยากชิมจัง"
"เอ้อ พี่นัท เมื่อกี้มีผู้หญิงคนนึง มาสั่งเครื่องดื่มไว้ เขาบอกว่าให้ฝากบิลไว้ที่พี่ฮะ"
ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองรึเปล่า แต่ดูเหมือนพี่นัทจะหุบยิ้มลง พี่นัทกวาดตามองไปในฝูงชน แล้วก็แปลกฮะ เพราะผู้หญิงคนนั้นที่หายไปในฝูงชนแล้ว จู่ๆก็ปรากฎตัวอยู่ในที่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ราวกับรู้ใจ
"เดี๋ยวพี่มานะ"
พี่นัทเดินตรงดิ่งไปหาเธอคนนั้น ผมไม่ได้ดูต่อว่าเขาไปไหนกัน แต่สองคนหายไปด้วยกัน ผมก้มหน้าก้มตาทำงานของผมต่อไป.. เผื่อว่าการทำงานจะช่วยให้ผมเลิกฟุ้งซ่านเสียที
.
.
.
Tao,,*
ผมหยุดยืนอยู่ในห้องรับแขกของคอนโดเจ้าตัวเล็ก ห้องทั้งห้องมืดสนิท สงสัยคงยังไม่กลับจากที่ทำงานล่ะมั้งครับ ผมไม่ได้มาคนเดียว เพราะผมเพิ่งจะเสร็จจากการประชุมกับต้นและจอย ต้นต้องการตามมาด้วย ผมไม่อยากขัด ก็เลยต้องพามา
"กระจกแตกหมดเลย ฝีมือเธอใช่ไหม"
จอยยิ้มแห้งๆ แล้วตอบต้น
"เดี๋ยวจอยจัดการเองน่าพี่ต้น"
"อืม เต๋า เรื่องที่เราคุยกันวันนี้ จะแพร่งพรายออกไปไม่ได้ เข้าใจใช่ไหม"ต้นยืนมองไปยังวิวด้านนอกผ่านระเบียงที่กระจกแตกละเอียด
"เรื่องนั้นเข้าใจดี"ผมตอบกลับไป ตอนนี้แผลบนตัวของผลหายดีอย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่เหลือความเจ็บปวดเหมือนเมื่อคืนนี้อีก
"รวมไปถึงเจ้าของห้องนี้ด้วย สนิทกันรึเปล่า"ต้นเอ่ยปากถาม ผมรู้ว่าต้นคงระแวงเจ้าตัวเล็กไปด้วย เพราะตอนนี้เราไม่รู้เลยว่าใครสามารถไว้ใจได้จริงๆ
"ไม่ แต่เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย"
"ตอนนี้รู้แล้ว" ต้นแก้คำพูดของผม ก็จริงครับ ตอนนี้เจ้าตัวเล็กรู้เรื่องหมดแล้ว
"คชาอยู่ในความดูแลของเต๋า ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้น"
"ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี อย่าไว้ใจมากเกินไปก็แล้วกัน เจ้าตัวอาจจะไม่มีปัญหา แต่คนรอบข้างของเขาอาจจะสร้างปัญหาขึ้นมาก็ได้"
ผมพยักหน้าเบาเบา เจ้าตัวเล็กทำงานในเวลากลางคืน ยิ่งเข้าข่ายน่าเป็นห่วง เพราะยิ่งดึกมากเท่าไหร่ แวมไพร์ทั้งหลายก็จะออกมาเพ่นพ่านมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะพวกเกิดใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างรวดเร็วโดยคนที่เรายังไม่รู้ว่าเป็นใคร..
"เต๋า ฉันเป็นพี่แก ถึงจะไม่ใช่พี่แท้ๆก็เถอะ แต่ฉันก็เห็นแกเป็นน้องชายแท้ๆของฉันเอง อย่าดื้ออีกเลยนะ ลองเก็บเรื่องนี้ไปคิดดูใหม่ บางครั้งเราก็ต้องเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองบ้าง ตอนนี้แกน่าเป็นห่วงที่สุด แวมไพร์เลือดผสมที่ไม่ดื่มเลือด ก็ไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดา"
"นั่นเป็นสิ่งที่เต๋าแสวงหามาตลอด พี่ต้นก็รู้" ผมพยายามเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์มากที่สุด ตลอดช่วงเวลาของผม..
"พี่รู้ แต่ตอนนี้แกกำลังถูกล่านะเต๋า พี่เสียคนอื่นมามากแล้ว ช่วงนี้พี่น้องเราสลายกลายเป็นฝุ่นกันเป็นว่าเล่น พี่ไม่อยากเสียแกไปอีกคน ถึงแกจะดื่มเลือดจนแข็งแรงแล้วไม่อยากมาทำงานให้เรา ไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปราบกบถพวกนี้ แกก็ไม่ต้องมา พี่ขอแค่แกดูแลตัวเองให้ดีเท่านั้น สัญญากับพี่ได้มั้ย อย่าให้เหมือนเมื่อคืนนี้อีก"
ผมรู้ว่าพี่ต้นเป็นห่วงผมแค่ไหน ผมเข้าใจทุกอย่าง เข้าใจในสิ่งที่ทุกคนพยายามขอร้องให้ผมทำ แต่ผมแค่ยังไม่พร้อมที่จะยอมรับกับตัวเองเท่านั้นเอง.. ว่าผมก็อยู่ไม่ได้จริงๆ ถ้าไม่มีของเหลวสีแดงมาไหลเวียนอยู่ในร่างกายของผม
"พี่ต้น ถ้าผมทำจริงๆ ผมจะหยุดไม่ได้"
"พี่รู้ว่าแกบังคับตัวเองได้"
"แต่ผมจะขาดเลือดไม่ได้อีกเลย"
"นั่นเป็นข้อแลกเปลี่ยน.. ปฏิเสธไม่ได้หรอกเต๋า"
ผมมองออกไปไกลสุดสายตา ความมืดในยามค่ำคืนปกคลุมพื้นที่ตรงหน้าจนมองเห็นไม่ชัดเจน สายตาของผมเป็นเหมือนสายตาของคนธรรมดาคนนึง ไม่เหมือนพวกแวมไพร์ ที่มองเห็นได้ชัดเจน แม้จะอยู่ไกลและมืดแค่ไหน..
"แล้วคนนั้นล่ะพี่เต๋า เขาตกลงรึเปล่า"จอยถามขึ้นมา ทำให้ผมนึกถึงหน้าของเจ้าตัวเล็กที่ตะลึงพรืดกับคำพูดของเจ้าเฟรม
"ไม่หรอก ไม่มีใครจะยอมเสียสละตัวเอง เพื่อตัวประหลาด แถมยังรู้จักกันแค่วันเดียวแบบพี่"
"ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะพี่เต๋า บางทีเขาอาจจะใจดีกว่าที่เห็นก็ได้ เขาก็แค่ตกใจ"
"ถ้าเขาไม่เต็มใจให้ พี่ก็ไม่ต้องการฝืนใจใคร.. ในวันข้างหน้า ถ้าถึงจุดๆหนึ่งที่พี่ต้องพึ่งพาอาศัยเลือดจริงๆ พี่คงต้องทำใจถ้าต้องฆ่าคน" และผมก็หวังเหลือเกิน ภาวนาด้วยจิตวิญญาณทั้งหมดที่ผมมี.. ขออย่าให้ผมต้องมีวันนั้นเลย..
แกร็ก!
เสียงดังขึ้นที่ประตูห้อง ผมขยับไปที่ประตูโดยใช้เวลาเพียงเสี้ยวนาที ผมเปิดประตูบานหนาออกทันที แล้วร่างเล็กของคนที่เราเอ่ยถึงกันอยู่ก็เซไถลเข้ามา..
"คชา.."
"นี่.. อะไรกันเนี่ย!"
.
.
.
Kacha,,*
ผมเดินกลับมาที่ห้อง กำลังตั้งท่าจะเสียบกุญแจเข้าไปที่ลูกบิดประตู แต่ดันได้ยินเสียงคุยกันเสียก่อน ตอนแรกผมเหลือบมองป้ายเลขห้องเผื่อว่าผมจะเข้ามาผิดชั้น แต่มันถูกแล้วล่ะฮะ.. นี่มันห้องผมเอง แต่.. ใครอยู่ในห้องผมล่ะฮะ!!
"ถ้าเขาไม่เต็มใจให้ พี่ก็ไม่ต้องการฝืนใจใคร.. ในวันข้างหน้า ถ้าถึงจุดๆหนึ่งที่พี่ต้องพึ่งพาอาศัยเลือดจริงๆ พี่คงต้องทำใจถ้าต้องฆ่าคน"
ผมเงี่ยหูฟัง แล้วได้ยินประโยคนี้เพียงประโยคเดียว ก่อนที่ผมจะพลาดท่า เสียหลักจนต้องพิงประตูห้อง เท่านั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดเสียงแกร็กเบาๆ ผมกำลังจะยันกายออกจากประตู แต่ใครบางคนดันกระชากประตูเปิดออกเสียก่อน ผมเลยเซถลาเช้าไปในห้อง.. ห้องของผมเองนะเนี่ย!! แต่ใครไม่รู้มายืนคุยกันเฉยเลย!!
"นี่.. อะไรกันเนี่ย!"
ผมหันไปถามเจ้าแวมไพร์ตัวโตที่ยืนอยู่ข้างๆผม กลัวอยู่นะฮะ แต่โกรธมากกว่า!!
"นี่พี่ต้น เป็นผู้ดูแลอาณาเขตนี้ ส่วนนี่จอย น้องสาวของฉัน นายรู้จักแล้ว"
ผมไม่ได้ถามว่าใคร ผมต้องการถามว่านี่มันเรื่องอะไรกันฮะ ถึงได้ขนมาที่นี่กัน!!
"สวัสดีฮะ พวกคุณมาทำอะไรกันในห้องผมเนี่ย"
ผู้ชายคนที่เจ้าแวมไพร์ตัวโตเรียกว่าพี่ต้น เดินเข้ามาใกล้ แล้วยื่นมือมาหาผม
"ยินดีที่ได้รู้จัก"
ผมยื่นมือออกไปช้าๆ แตะเบาเบา มือเย็นเฉียบอย่างกับเนื้อหมูในช่องฟรีซเลยฮะ บ้าเอ๊ย!!
"ยะ.. ยินดีที่ได้รู้จักฮะ"
"พวกเรากลับกันก่อนแล้วกัน เต๋าจะกลับเลยไหม"
ผมแทบจุดพลุฮะ รอเพียงให้เจ้าตัวโตตอบไปว่าจะกลับ แค่นั้นผมก็ิฟินแล้วฮะ
"เดี๋ยวเต๋าตามไปดีกว่าครับ พี่ต้น"
ความฝันของผมมลายไปในพริบตา.. แล้วจะอยู่ทำอะไรล่ะเห้ย!!
"ระวังตัวด้วยนะ อ้อเกือบลืม" พี่ต้นคนนั้นยื่นสร้อยให้เต๋า มันมีบางอย่างคล้องอยู่ด้วย
"อย่าทิ้งเอาไว้อีก"
"ขอบคุณครับพี่ต้น"
เจ้าตัวโตมองสร้องในมือนิ่งๆ สองคนที่เหลือหายไปแล้ว เหลือผมกับเจ้าตัวโตสองคน ทั้งที่ผมภาวนาให้เหลือผมคนเดียวมากกว่า.. ต่อให้ฟุ้งซ่านให้ตาย ก็ยังดีว่าอยู่กับแวมไพร์ถือศีลที่ไม่รู้จะตบะแตกเมื่อไหร่ไม่ใช่เหรอฮะ!!
"นะ.. นายอย่าบอกนะ ว่าจะมาค้างที่นี่อีก ออกตัวไว้ก่อนเลยนะ ว่าไม่ได้อ่ะ"ผมพูดออกมาอย่างกับว่าไม่เกรงกลัวฮะ แต่อันที่จริงผมเก็บความกลัวเอาไว้ในอกเยอะแยะเลยแหละ
"ฉันไม่ได้มาค้างหรอก เจ้าเปี๊ยก ฉันแค่จะมาบอก ว่าเรื่องที่เฟรมมันพูดน่ะ ไม่ต้องคิดมาก ฉันไม่กัดนายหรอก ถ้านายไม่เต็มใจ"
"แล้วจะไปฆ่าคนตามตรอกซอกซอยแทนสินะ"แค่คิดผมก็ขนลุกชูชันแล้วล่ะฮะ เจ้าตัวโตสีหน้าสลดลงจนเห็นได้ชัด
"คงจะใช่ ถ้าไม่มีทางเลือก"
"นะ..นายก็ ไปหาใครมาเป็นอาหารประจำให้นายเด้ ไปจ้างใครสักคนมาบำรุงเลือดตัวเอง แล้วให้นายดื่มอ่ะ"
ผมหลับหูหลับตาพูดความคิดของตัวเองออกไป คนตัวโตที่หน้าเครียดๆยิ้มจางๆออกมาจนได้
"ไม่มีหรอก ไม่มีใครจะยอมเสียสละชีวิตตัวเองขนาดนั้น ถึงจะไม่ถึงตาย แต่ถ้าหยุดไม่ได้ ก็มีสิทธิ์ขาดเลือดตายได้"
ผมวางกระเป๋าเป้ลงบนโซฟา แต่ก็ยังยืนอยู่ เผื่อเจ้าแวมไพร์ตัวโตเกิดตบะแตก ผมจะได้หาทางหลบหลีกทัน.. ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอก ว่าผมหนีไม่ไดแน่ๆ้ก็เหอะ.. = ="
"แล้วนายตกลงเอาไงอ่ะ หมายถึง เรื่องอดอาหารเนี่ย" ผมถามลองเชิง ผมจะได้เผ่นไปเสียตั้งแต่ตอนนี้
"ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้าจำเป็น ก็ต้องกิน"
ผมขนลุกซู่เลยฮะ.. ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ผมรู้สึกหนาวๆบอกไม่ถูก แล้วคนตัวโตก็เริ่มมองไปรอบๆ สีหน้าดูกังวลน่าดู
"อะไรเหรอ" ผมอยากรู้เหมือนกัน เพราะผมหนาวๆยังไงไม่รู้
"มีแวมไพร์ตัวอื่นเข้ามาที่นี่ นายมากับฉัน"
พูดจบก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของผมทันที ผมสะดุ้งเล็กน้อย แต่กลัวแวมไพร์ตัวอื่นมากกว่านี่ฮะ อย่างน้อยแวมไพร์ตัวโตคนนี้ก็ยังถือศีลอยู่..
ผมถูกลากไปที่ประตู แต่ยังไม่ทันจะได้เปิดประตูออกไป ก็มีคนอื่นมาเปิดให้ซะแล้วล่ะฮะ..
"จัดการพวกมันให้หมด!"
ผมถูกโอบเข้าไปในอ้อมอกเย็นเฉียบ เท้าผมลอยขึ้นจากพื้น ผมโหวงแหวงเป็นที่สุด ลมเย็นปัดผ่านหน้า หูผมโด้ยินเสียงลมตีพรึบๆ แล้วเพียงเสี้ยววินาที ผมก็มาอยู่ในห้องน้ำของตัวเอง.. โดยมีแวมไพร์ตัวโตยืนยันประตูอยู่
"เมื่อกี้.. นายพาฉัน.. ลอยมานี่เหรอ"
"ก็ไม่เชิง ฉันแค่เดินมาเฉยๆ"
"เดิน!?" แม่เจ้า.. ถ้าจะเดินเร็วปานจะบินขนาดนี้แล้วล่ะก็.. >,<
"ที่นี่มีทางออกทางอื่นอีกมั้ย เจ้าเปี๊ยก"
ผมแอบเซ็งกับสรรพนามที่เจ้าตัวโตเรียกผมจริงๆฮะ แต่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยให้ผมทักท้วง ก็เลยยอมๆไปก่อน
"ไม่มีแล้ว ต้องออกทางประตู"
"บ้าชิบ!"
สีหน้าของแวมไพร์ควรจะดูโหดร้ายทารุณ สง่างาม น่าเกรงขาม.. อะไรประมาณนี้ไม่ใช่เหรอฮะ.. แต่ไอ้แวมไพร์ตัวซีดๆตรงหน้าผมเนี่ย ดันมีสีหน้าเป็นกังวลซะอย่างนั้น.. จะรอดมั้ยล่ะฮะเนี่ย..
"พวกมันมีกันกี่คนอ่ะ"
"ไม่รู้ แต่เยอะน่าดู เราต้องรีบออกไปจากที่นี่"
ตุ๊บ!
พวกมันเริ่มถีบประตู ผมเห็นตัวโตดันประตูด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี
แย่แล้วล่ะฮะ.. เราไม่มีทางรอดแน่ๆ ตัวโตใกล้หมดแรงเต็มที ถ้าพวกมันเข้ามาได้ล่ะก็.. ผมต้องนอนแห้งตายอยู่ในห้องน้ำของคอนโดตัวเองแน่ๆล่ะฮะงานนี้ !!
"ฉันขอโทษนะ ที่พานายมาเจอเรื่องแบบนี้น่ะ เจ้าเปี๊ยก"
"พอเลยนะ ตอนนี้มันเป็นเวลามาขอโทษกันรึไง แล้วเลิกเรียกสักทีว่าเปี๊ยก ไม่ชอบ!!"
แต่ผมก็แอบรู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย ที่เขารู้จักขอโทษคนดวงซวยอย่างผมด้วย
"เดี๋ยวฉันจะออกไปจัดการพวกข้างนอก แต่นายต้องตั้งสติ พอฉันผลักประตูออกไป นายรีบวิ่งออกไปที่ประตู ฉันจะล่อพวกมันให้อยู่ในนี้ เข้าใจมั้ย"ตัวโตยังคงดันประตูด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมด
"แล้วนาย.. นายสู้เขาไหวเหรอ เดี๋ยวก็เหมือนเมื่อคืนอีกหรอก คราวนี้ไอ้เฟรมไม่อยู่นะ"
"ถ้าฉันตายไปสักคนก็ดีไม่ใช่เหรอ จะได้ขาดตัวประหลาดไปอีกคน"
"ตอนนี้ยังไม่เป็นสักหน่อย!!"
ผมแทบเอามืออุดปากตัวเอง พูดอะไรออกไปก็ไม่รู้ฮะ ตัวโตได้ทีหัวเราะออกมาใหญ่เลย ทั้งๆที่ยังดันประตูอยู่ด้วย แต่ดูเหมือนจะเริ่มหมดแรงแล้วล่ะนั่น
ผมควรจะทำอย่างนั้นจริงๆเหรอ.. ไม่อย่างนั้นเราต้องเป็นฝุ่นทั้งสองคนแน่เลย เฮ้ยๆ.. ผมยังไม่ทันได้ค้นหาเลยว่าชีวิตนี้ผมต้องการอะไร.. แล้วผมต้องมาแห้งตายในห้องน้ำตัวเองเนี่ยนะ ไม่เอา!!
"ถ้าเขาไม่เต็มใจให้ พี่ก็ไม่ต้องการฝืนใจใคร.. ในวันข้างหน้า ถ้าถึงจุดๆหนึ่งที่พี่ต้องพึ่งพาอาศัยเลือดจริงๆ พี่คงต้องทำใจถ้าต้องฆ่าคน"
แล้วผมก็นึกถึงคำพูดของตัวโตขึ้นมาฮะ ผมใช้หัวสมองเท่าที่มีอยู่คำนวณเปรียบเทียบอย่างรวดเร็วทันใจภายในเสี้ยววินาที.. เอาวะ!! อย่างน้อยก็คุ้ม ผมมีโอกาสรอดตายร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วยังไม่ต้องให้เจ้าแวมไพร์ตัวซีดๆนี่ไปฆ่าใครด้วย..
หม่าม๊าฮะ.. ผมรักหม่าม๊านะฮะ.. ถ้าผมเป็นอะไรไป.. หม่าม๊าจะต้องอยู่ให้ได้นะฮะ !!
"ตัวเล็ก ไม่ไหวแล้วนะ ดันไม่ได้อีกแล้ว พร้อมรึยัง"
"เดี๋ยว!"
ผมเรียกเต๋าเอาไว้ก่อนที่เจ้าตัวจะพุ่งออกไป เต๋ามองหน้าผมอย่างงงๆ ผมกลืนน้ำลายอย่างทรมานใจ ก่อนจะชี้ไปที่คอของผม
"นายอย่าดื่มหมดตัวฉันล่ะ"
เต๋ามองหน้าผมนิ่ง มันควรจะเป็นผมที่ตื่นตกใจไม่ใช่รึไงเล่า!!
"เร็วเซ่ ไม่งั้นจะพากันตายหมดนะ"
"ไม่ต้อง ฉันรับมือได้"
"รู้อยู่ว่าไม่ได้ ยังมาทำปากเก่งอีก รีบๆซดเข้าไปเร็วเข้า"
"แต่.." ตัวโตมีสีหน้าลังเล แต่สายตาของตัวโตตอนนี้จ้องคอผมใหญ่เลยฮะ.. ยังมาบอกว่าไม่อยาก!!
"นายบอกว่าขึ้นกับสถานการณ์ใช่ไหม ตอนนี้ถึงสถานการณ์ที่จำเป็นรึยังเล่า!!"
ร่างสูงถอยห่างออกจากประตู ลมหนาวพัดวูบเดียวผ่านหน้าผมไป แล้วร่างสูงขาวซีดก็มาโผล่อยู่ตรงหน้าผม.. มือหนาเย็นเฉียบประคองคอผมให้เอียงเล็กน้อย หัวใจของผมเต้นระส่ำ ผมเห็นที่ปลายหางตา ลำคอขาวเนียนของตัวโตมีเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาเป็นสาย แล้วผมก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างแตะลงบนลำคอของผม..
_____________________________________________________________
By.. NomadSalvatore,,*
ตอนที่สามแล้วคร่าาา
ขอบคุณสำหรับทุก comment เลยนะคะ เป็นกำลังใจที่ดีมากๆที่สุดเลยคร่า..
รอดูกันต่อไปคร่าาาา !! ^________^